ปคบ. จ่อเรียกกาละแมร์ สอบปากคำอาทิตย์นี้ ปมรีวิวสินค้าเกินจริง!

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นดราม่าที่กำลังร้อนระอุไปทุกพื้นที่ อย่างกรณีที่พิธีกรสาวชื่อดังอย่าง พัชรศรี เบญจมาศ หรือกาละแมร์ ได้มีการออกมาไลฟ์ลดและโฆษณาถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากแบรนด์ของตัวเอง ด้วยการกล่าวอ้างสรรพคุณที่เกินจริง ทั้งช่วยให้ใบหน้ายกกระชับ ตาหายตกเหมือนทำตาสองชั้น ดั้งโด่ง ลดเหนียง หรืออื่น ๆ

ซึ่งจากประเด็นนี้ก็เกิดเสียวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าเพียงแค่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจะช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ และเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 ที่มาผ่าน ทางองค์การอาหารและยา หรือ อย. ก็ได้มีหนังสือถึงตำรวจ บก.ปคบ.ให้ดำเนินครีกับพิธีกรสาวและบริษัท พาวเวอร์ชอต จำกัด ทันที

www.prachachat.net

แต่ประเด็นแรกยังไม่ทันจะจบประเด็นที่ 2 ก็ตามมาติด ๆ เมื่อชาวเน็ตได้ทำการขุดคลิปเก่า ๆ ที่เจ้าตัวได้มีการรีวิวอาหารเสริม ซึ่งในช่วงหนึ่งของคลิปวิดีโอนั้นกาละแมร์ได้เล่าว่า มีครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสมุทรสาครได้มาซื้อผลิตภัณฑ์ของตน โดยในครอบครัวมีเพียงแค่ภรรยากับลูกที่กินอาหารเสริมตัวนี้ แต่ผู้เป็นสามีไม่ได้กินด้วย

ต่อมาสามีติดเชื้อโควิด-19 แต่ภรรยากับลูกไม่ติด เนื่องจาก อาหารเสริมของตนมีภูมิต้านทานต่อโรค ภรรยาจึงส่งให้สามีกินที่โรงพยาบาล เมื่อสามีกินได้ 7 วันผลปรากฏว่าร่างกายไม่มีเชื้อโควิด-19 แล้ว

จากคลิปวิดีโอนี้จึงทำให้ประชาขนส่วนใหญ่ เร่งให้อย.ดำเนินเอาผิดกับพิธีกรสาวในขั้นที่เด็ดขาดกว่านี้ เพราะนอกจากจะเป็นโฆษณาที่ชวนเชื่อแล้ว ยังเป็นโฆษณาที่ก่อให้เกิดความสับสน และไม่มีเหตุผลที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด

www.khaosod.co.th

ด้านรองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พิธีกรสาวเคนถูก อย. ลงโทษตามความผิด มาตรา 41 ที่ว่าด้วยผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารและยาทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ทางการค้านั้น จะต้องนำสิ่งเหล่านี้ไปให้ผู้อนุญาตพิจารณาก่อน เมื่อได้รับแล้วจึงจะโฆษณาได้ ซึ่งความผิดนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 7 ครั้ง แต่มีโทษปรับเพียง 5,000 บาทเท่านั้น

แต่ในกรณีที่กล่าวอ้างสินค้าเกินจริงนั้นเป็นความผิดมาตรา 40 ซึ่งเป็นฐานความผิดที่อยู่เหนืออำนาจของ อย. จึงต้องประสานให้ทางตำรวจ ปคบ.เข้ามาดำเนิน ซึ่งในผลิตภัณฑ์ของพิธีกรสาวจากการตรวจสอบไม่พบสิ่งผิดปติ และตัวอาหารเสริมก็ได้รับการอนุญาตเรียบร้อย ฉะนั้นแล้วการดำเนินคดีจึงไม่เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการเอาผิดกับตัวบุคคลที่มีการอวดอ้างสรรพคุณที่เกินจริงเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก : Khaosod Online

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *